หากคุณลองถามไถ่ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ โรยัล เอ็นฟีลด์ (Royal Enfield) สักคนว่า จุดเปลี่ยนที่ทำให้รถคันโปรดของพวกเขากลายเป็นอะไรที่มากกว่าแค่เครื่องยนต์หรือยานพาหนะ เชื่อได้เลยว่าคำตอบส่วนใหญ่ของพวกเขาจะไม่ใช่การอ้างอิงตัวเลขสมรรถนะในโบร์ชัวร์อย่างแน่นอน
แต่พวกเขาอาจจะเล่าถึงเรื่องราวของไบค์เกอร์แปลกหน้าบนรถ โรยัล เอ็นฟีลด์ สักรุ่นที่ยอมจอดรถริมทางท่ามกลางฝนตก เพียงเพื่อหยิบยื่นน้ำใจให้เขาในรูปแบบใดๆ ก็ตาม หรือไม่ก็เล่าถึงสายหมอกในเช้าวันหนึ่งในทริปภาคเหนือ ที่เสียงเครื่องยนต์นับสิบคันสตาร์ตกระหึ่มขึ้นพร้อมกันแทรกผ่านความเงียบสงบ—เสียงที่ฟังดูเหมือนจังหวะหัวใจเดียวกันมากกว่าแค่เรื่องของกลไกเครื่องยนต์
ที่ โรยัล เอ็นฟีลด์ เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘Pure Motorcycling’ กลุ่มผู้ขี่โรยัล เอ็นฟีลด์ ต่างรู้ดีว่า ตัวรถเป็นเพียงกุญแจไขประตูสู่โลกใบใหม่ เพราะเรื่องราวที่แท้จริงนั้นเริ่มต้นขึ้นในจุดที่ข้ามผ่านแฮนด์บาร์ออกไป
ในยุคสมัยที่โลกหมุนไวและมักเหวี่ยงเราไปสู่ความเหินห่าง การได้วาดขาข้ามเบาะรถจักรยานยนต์กลับบังคับให้เราได้กลับมาอยู่กับปัจจุบันอย่างแท้จริง สองมือจับแฮนด์ สายตามองถนน จิตใจเปิดโล่ง และเมื่อคุณได้ออกเดินทางร่วมกับผู้อื่น ความมีสติในการขับขี่นั้นจะขยายใหญ่ขึ้นกลายเป็น “พื้นที่ปลอดภัยร่วมกัน” (Shared Sanctuary) บนท้องถนน หน้าที่การงานหรือตำแหน่งทางสังคมจะเลือนหายไป สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณเป็นใคร แต่คือการที่คุณมาร่วมเดินทางด้วยกัน นั่นคือความแข็งแกร่งของคอมมูนิตี้ของ Royal Enfield ที่ถักทอขึ้นจากเรื่องราวของผู้คนที่เคียงข้างกันบนเส้นทาง
สะท้อนผ่านหลากหลายมุมมองของผู้คนที่ร่วมเดินทางเคียงข้างกัน:
“ตอนที่ผมตัดสินใจซื้อ Classic 350 ผมคิดแค่ว่ากำลังซื้อพาหนะคันหนึ่งมาไว้เดินทาง” คุณณัฐพงษ์ , กราฟิกดีไซเนอร์ จากกรุงเทพฯ ถ่ายทอดความรู้สึก “แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขนาดใหญ่ เวลาเจอความเครียดจากการทำงาน ทริปขับขี่เสาร์-อาทิตย์คือการบำบัดที่ดีที่สุด แม้ตอนออกเดินทางหัวสมองจะหนักอึ้ง แต่คุณจะได้ความเบาสบายกลับมาเสมอ เพราะรู้ว่าคอมมูนิตี้นี้พร้อมซัพพอร์ตและคอยระวังหลังให้คุณตลอดเส้นทาง”
สำหรับนักขี่หญิงที่กำลังก้าวเข้ามาสร้างพื้นที่ของตัวเอง ท้องถนนแห่งนี้คือพื้นที่แห่งการเปิดกว้างและมอบพลังใจให้กันอย่างแท้จริง
“ในฐานะผู้หญิง การก้าวเข้าสู่โลกของรถจักรยานยนต์อาจฟังดูน่าเกรงขามในตอนแรก” คุณสิรินธร , เจ้าของธุรกิจออนไลน์ไรเดอร์ผู้ขับขี่ Hunter 350 เล่าเสริม “แต่ปรัชญาที่ไม่แบ่งแยกเพศของที่นี่น่าประทับใจมาก คอมมูนิตี้พร้อมอ้าแขนรับและคอยสนับสนุน พี่ๆ ช่วยสอนเทคนิคการเข้าโค้งอย่างใจเย็น ช่วยสร้างความมั่นใจที่แท้จริงให้เรา โดยไม่เคยปล่อยให้ใครต้องโดนทิ้งไว้ข้างหลังเลย”
และแม้แต่รุ่นใหญ่ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวบนสองล้อมาหลายทศวรรษ คอมมูนิตี้นี้ก็ยังคงเติมชีวิตชีวาใหม่ๆ ให้ในทุกๆ กิโลเมตร
“ผมขับขี่มานานกว่า 20 ปีแล้ว” คุณวิศรุต, วิศวกรอาวุโส ผู้ขับขี่ Interceptor 650 เผย “สิ่งที่ทำให้ผมยังคงหลงใหลและกลับมาบนเส้นทางเสมอไม่ใช่แค่เรื่องของถนน แต่คือการได้เห็นรอยยิ้มและความสุขของนักขับขี่รุ่นใหม่ๆ ในทริปทางไกล การได้ส่งต่อประสบการณ์และได้ขับขี่ไปด้วยกัน มันช่วยจุดไฟในตัวให้ลุกโชนอยู่เสมอ”
นี่คือสังคมในแบบฉบับของ Royal Enfield ผู้ขับขี่หน้าใหม่เรียนรู้วิธีการเข้าโค้งและการรับมือกับความเมื่อยล้าจากผู้นำขบวนที่นำอยู่ด้านหน้า ไม่ใช่จากตำรา ในทางกลับกัน ผู้ขับขี่รุ่นเก๋าก็อาจจะได้สัมผัสความตื่นเต้นเหมือนกิโลเมตรแรกอีกครั้งเมื่อมาพบเจอสาวกหน้าใหม่ เหล่านี้คือความไว้วางใจ การเคารพซึ่งกันและกัน และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยขับเคลื่อนร่วมกัน ดังคำกล่าวโบราณที่ว่า — หากอยากไปได้ไว ให้ไปคนเดียว แต่หากอยากไปให้ไกล ให้ร่วมเดินทางไปด้วยกัน
https://www.speedmag.net/?p=20129